เห็นน้องหมาคาบถุงเท้า กินหญ้า กินดินแล้วอดสงสัยไม่ได้? พฤติกรรมนี้เรียกว่า Pica มาทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีดูแลอย่างถูกวิธีกันค่ะ
เคยไหมคะ ที่จู่ ๆ ก็เห็นน้องหมาคาบถุงเท้าไปแทะ หรือแอบไปกินหญ้า กินดิน จนเราต้องร้องอุทานว่า "กินเข้าไปได้ยังไง!" หมอเข้าใจดีค่ะว่าพฤติกรรมแบบนี้ชวนปวดหัวและกังวลไปพร้อม ๆ กัน ในทางสัตวแพทย์เราเรียกการกินสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นประจำแบบนี้ว่า Pica (พิกา) ซึ่งเบื้องหลังของมันมีทั้งเรื่องพฤติกรรม สุขภาพ และพันธุกรรมซ่อนอยู่ มาไขปริศนาไปด้วยกันค่ะ
คำว่า Pica หมายถึงการกินสิ่งของที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเป็นประจำ ซึ่งสาเหตุนั้นแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและพฤติกรรมของน้อง หมอขอแยกให้เห็นภาพชัด ๆ ดังนี้ค่ะ
สำหรับลูกสุนัข การเอาของเข้าปากคือการ "สำรวจโลก" ผ่านประสาทสัมผัส คล้ายกับเด็กทารก และยังช่วยบรรเทาอาการคันเหงือกช่วงที่ฟันกำลังขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปเองเมื่อโตขึ้นหากได้รับการฝึกที่ถูกต้อง
สุนัขที่มีภาวะวิตกกังวลมักระบายความเครียดด้วยพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ และหนึ่งในนั้นคือการกินของแปลก หากน้องเริ่มหอบ เดินไปมาไม่หยุด หรือเลียตัวเองอย่างหมกมุ่นร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าน้องกำลัง เครียดสะสม ค่ะ
หากน้องไม่ได้ออกกำลังกายหรือได้รับการกระตุ้นทางสมองที่เพียงพอ พวกเขาจะ "หาความบันเทิง" ด้วยตัวเอง การเคี้ยวถุงเท้า ก้อนหิน หรือไม้ จึงเป็นวิธีแก้เบื่อยอดฮิตของน้องหมาที่ต้องการกิจกรรมเสริมสภาพแวดล้อม
หากจู่ ๆ น้องดู "หิวโหยตลอดเวลา" (Polyphagia) และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า หมออยากให้ระวังว่าอาจมาจากโรคแฝงเหล่านี้ค่ะ
เพราะแบบนี้ หมอจึงเน้นย้ำเสมอว่าการ ตรวจสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอ และการ ป้องกันพยาธิอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญที่ช่วยตัดสาเหตุทางการแพทย์เหล่านี้ออกไปได้ค่ะ
งานวิจัยจากวารสาร Animals ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมกินของแปลก (Pica) หรือพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ ไม่ได้มาจากปัญหาทางจิตใจหรือระบบทางเดินอาหารเสมอไป แต่อาจเป็น "การแสดงออกของความเจ็บปวด" ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายที่เราคาดไม่ถึงค่ะ
มีการศึกษาในสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ อายุ 5 ปีครึ่ง ซึ่งมีประวัติกินหินอย่างรุนแรงมานานกว่า 4 ปี จนต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องถึง 5 ครั้ง แม้จะตรวจเลือดและตรวจระบบทางเดินอาหารอย่างละเอียดกลับไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน แต่เมื่อตรวจร่างกายโดยละเอียดกลับพบว่าน้องมีอาการ เดินขาหลังเกร็งและเจ็บบริเวณสะโพกและหลังส่วนล่าง ซึ่งผลเอกซเรย์ยืนยันว่าเป็น โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia)
หลังจากได้รับยาแก้ปวดเพื่อรักษาอาการปวดข้อสะโพกเพียง 6 สัปดาห์ พฤติกรรมการกินหินก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และหายขาดภายใน 2 เดือน โดยน้องกลับมาร่าเริงและเล่นสนุกได้อีกครั้ง กรณีนี้สะท้อนว่าน้องกินหินเพื่อ "เบี่ยงเบนความสนใจ" จากความเจ็บปวดเรื้อรังที่กำลังเผชิญอยู่ค่ะ
งานวิจัยปี 2016 พบเรื่องน่าสนใจในสายพันธุ์ Labrador Retriever และ Flat-coated Retriever ว่าประมาณ 25% ของสุนัขสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ของยีน POMC ซึ่งทำให้น้อง "ไม่รู้จักอิ่ม" และมีแรงจูงใจเรื่องอาหารสูงมาก (Food motivated) นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลาบราดอร์ถึงขึ้นชื่อเรื่องการเป็น "นักกินถุงเท้า" ตัวยงค่ะ
ก่อนอื่นมาดูกันว่า "ของแปลก" ยอดนิยมที่น้องหมาชอบกินมีอะไรบ้างค่ะ
ส่วนแนวทางป้องกันและแก้ไขที่หมอแนะนำ มีดังนี้ค่ะ
1. พฤติกรรมการกินของแปลก (Pica) ในสุนัข เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?
เกิดได้จากหลายปัจจัยตามช่วงวัยและสภาพร่างกายค่ะ หากเป็นลูกสุนัขมักเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นหรือคันเหงือก แต่หากเป็นสุนัขโตอาจเกิดจากความเครียด ความเบื่อหน่ายจากการขาดกิจกรรม หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนว่าน้องป่วยด้วยโรคแฝง เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน (เบาหวาน/คุชชิ่ง) หรือการขาดสารอาหารจากพยาธิและโรคทางเดินอาหาร ซึ่งกระตุ้นให้น้องหิวโหยตลอดเวลาจนต้องกินสิ่งของเพื่อชดเชย
2. ความเจ็บปวดทางกาย เช่น โรคข้อสะโพกเสื่อม สัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินของแปลกอย่างไร?
งานวิจัยล่าสุดพบว่าอาการกินของแปลก เช่น การกินก้อนหินหรือไม้ อาจไม่ได้มาจากปัญหาทางจิตใจหรือระบบทางเดินอาหารเสมอไป แต่อาจเป็นพฤติกรรมที่น้องแสดงออกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดเรื้อรัง เช่น อาการปวดข้อสะโพกหรือปวดหลังส่วนล่าง เมื่อได้รับการรักษาและทานยาแก้ปวดอย่างถูกวิธี พฤติกรรมเหล่านี้ก็สามารถลดลงและหายไปได้ค่ะ
3. ของแปลกยอดนิยมประเภทไหนที่ต้องระวัง และเจ้าของควรป้องกันอย่างไร?
สิ่งของยอดนิยมมีตั้งแต่หญ้า ถุงเท้า (ซึ่งมีกลิ่นของเจ้าของที่น้องชอบ) ไปจนถึงอุจจาระ ซึ่งเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิและสิ่งอุดตันในทางเดินอาหาร แนวทางแก้ไขคือจัดบ้านให้เป็นระเบียบเพื่อเก็บของให้พ้นมือ ดูแลอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพิ่มกิจกรรมและของเล่นฝึกสมองเพื่อลดความเบื่อ และฝึกคำสั่งพื้นฐานอย่าง 'ปล่อย' หรือ 'อย่า' ด้วยการเสริมแรงทางบวก แต่หากน้องยังกินสิ่งของอย่างหมกมุ่น ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียดค่ะ